ปิดฉาก “อัตซูโต อูชิดะ” อีกหนึ่งตำนานแห่งเอเชีย

หากจะมีนักฟุตบอลร่างเล็กในเอเชียไปค้าแข้งในยุโรป จึงเชื่อเถิดว่า เขาคนนั้นไม่ธรรมดา

 และเมื่อรู้ว่าทีมอยู่ในลีกสูงสุดของชาติที่เคยคว้าแชมป์โลก อย่างเยอรมัน ทั้งยังเป็นตัวหลักให้ทีมเกือบทศวรรษ รวมถึงร่วมกันคว้าแชมป์ในลีก "บุนเดสลีก้า" บุรุษแห่งเอเชียรายนี้ก็ยิ่งมีความพิเศษ

 เขาคือ "อัตซูโต อูชิดะ" แนวรับจากแดนอาทิตย์อุทัย นักเตะที่เคยประสบความสำเร็จกับ "ราชันสีน้ำเงิน" ชาเก้ 04

 ล่าสุดแบ็คขวาทีมชาติญี่ปุ่น วัย 32 กลับมาค้าแข้งบ้านเกิดกับสโมสรที่สร้างชื่อ "คาชิม่า แอนท์เลอร์"

 ก่อนช็อกหัวใจสาวกด้วยการประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ หลังหมดเวลา "เจลีก" เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในเกมพบกับ "กัมบะ โอซาก้า" ในสนามคาชิม่า ซอคเกอร์ สเตเดี้ยม 

 ในเกมวันนั้นผลจบลงที่ 1-1 โดยที่ "อูชิดะ" ลงเป็นตัวจริง พร้อมผลงานทิ้งท้ายจาก 1 ใบเหลือง ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงท้าย

  หมดเวลานักเตะในตำนานที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่งของญี่ปุ่นและเอเชีย รับมอบช่อดอกไม้จากสโมสร พร้อมประกาศคำอำลาต่อแฟนฟุตบอลของทีมรัก ยุติอาชีพค้าแข้งในวัยเพียง 32 ปี

 "อัตซูโต อูชิดะ" เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1988 พร้อมพรสวรรค์ในเชิงฟุตบอลเข้ารับการศึกษาหาความรู้และเล่นให้กับโรงเรียนมัธยมปลายชิมิซูฮิงาชิ

 ผลงานโดดเด่นเหนือกว่านักเตะมัธยมรายอื่น "คาชิม่า แอนท์เลอร์" เห็นแววจึงจับมาเซ็นสัญญาและเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ.2006 และปีแรก อูชิดะ เปิดตัวเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว โดยลงเล่นในเกมเปิดฤดูกาลพบกับ "ซานเฟรช ฮิโรชิมา" ในขณะที่วัยเพียง 17 ปี

 ถัดมาเพียง 2 อาทิตย์ กลับแจ้งเกิดเป็นดาวเตะดาวรุ่งของญี่ปุ่นที่น่าจับตามอง เมื่อเป็นดาวเตะวัยทีนที่สามารถทำประตูได้นับเป็นประตูแรกของเขาในฐานะนักเตะอาชีพเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ.2006 ในเกมพบกับ "เวนท์ฟอเรท โคฟุ"

 นับต่อไปกลายเป็นตัวหลักของ "คาชิม่า แอนท์เลอร์" จนจบลงฤดูกาล แฟนฟุตบอลชาวญี่ปุ่นยังร่วมกันโหวตให้เขาได้ลงเล่นในเกมเจลีกออลสตาร์ซอกเกอร์ในปี ค.ศ.2006

  เป็นนักฟุตบอลวัย 17 ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในลีกอาชีพ ญี่ปุ่น

 "อูชิดะ" ลงเล่นเป็นตัวหลักให้ "คาชิม่า แอนท์เลอร์" นาน 4 ฤดูกาล ลงสนามไป 124 นัด ก่อนถูกดึงตัวไปหาความสำเร็จกับสโมสรยอดทีมในบุนเดสลีก้า

 ผลงานที่ทิ้งไว้กับ "คาชิม่า แอนท์เลอร์" คือการลงสนาม 146 นัด ทำได้ 3 ประตู คว้าแชมป์สูงสุด 3 สมัย, แชมป์ เจแปนนีส ซูเปอร์ คัพ" 2 สมัย, แชมป์เอ็มเพอเร่อ คัพ 1 สมัย และแชมป์ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 1 สมัย

 วันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ.2010 "ราชันสีน้ำเงิน" ชาลเก้ 04 สโมสรฟุตบอลจากเยอรมนี ประกาศเซ็นสัญญากับ "อูชิดะ" ช่วงแรกด้วยสัญญาระยะเวลา 3 ปี

 ทันทีที่มาอยู่ "ชาลเก้" ปีแรกดาวเตะซามูไรก็กลายเป็นกำลังหลักของทีม พร้อมนำทีมอยู่ในหัวแถวของตารางและคว้าโควต้าเข้าร่วมศึก  UEFA  แชมเปี้ยนลีก

 และเมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ.2011 "อูชิดะ" กลายเป็นนักฟุตบอลชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ลงเตะในศึก UEFA แชมเปียนส์ลีก และนำทีม "ชาลเก้ 04" เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายแพ้ให้กับ "เรดเดวิ้ว" Manchester United" และในปีนั้นแชมป์ตกเป็นของ "เจ้าบุญทุ่ม"

 แม้อกหักในถ้วยยุโรป แต่ในลีก ปีรุ่งขึ้น ดาวเตะญี่ปุ่นมีส่วนร่วมนำทีม "ชาลเก้ 04" คว้าแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล นับเป็นแชมป์แรกในเยอรมัน

 ในขณะที่ผลงานทีมชาติก็เกรียงไกรไม่แพ้กัน เมื่อ "อูชิดะ" นำทีมญี่ปุ่นเป็นแชมป์ เอเชี่ยนคัพ 2011 ที่ประเทศกาตาร์

 ด้วยผลงานช่วงแรกที่เข้าตา กระทั่งวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.2012 "ชาลเก้ 04" ประกาศขยายสัญญาเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ.2015 หมายถึงจะเป็น 5 ปี จากการเซ็นสัญญา 2 ครั้ง ก่อนที่ "ราชันสีน้ำเงิน" จะจับต่อสัญญาครั้งที่สามอีก 2 ปี โดยสัญญาหมดลงปีปี 2017

 ยังไงก็ตามในช่วงท้ายของลีกหินอย่างบุนเดสลีก้า "คูชิดะ" ประสบปัญหาเรื่องอาการเดี้ยง เนื่องจากกรำศึกทั้งกับสโมสรสโมสรและทีมชาติญี่ปุ่นที่เป็นตัวหลักมาโดยตลอด ทำให้สูญเสียตำแหน่งตัวจริง

 ในที่สุดสิ้นฤดูกาล 2017 แบ็คตัวเติมเกมส์ชาวญี่ปุ่นตัดสินใจโบกมืออำลาราชันสีน้ำเงินปิดฉาก 7 ปีแห่งความสำเร็จ จากการลงสนาม 104 นัด ทำ 1 ประตูในเกม UEFA แชมเปี้ยนส์ลีก ในการพบกับ "สเตอัว บูคาเรสต์" คว้าเดเอฟเบ โพคาล 1 สมัย และแชมป์ เดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ อีก 1 สมัย ufa1688

 "คูชิดะ" ย้ายร่วมทีม "ยูเนียน เบอร์ลิน" ในลีก้า 2  เยอรมัน เพื่อหวังโอกาสลงเล่นอย่างสม่ำเสมอและให้ฟิตพอที่จะติดทีมชาติญี่ปุ่นลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 สมัยที่ 2  หลังจากร่วมทีมซามูไรลุยฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลมาแล้ว

  จากอาชีพพ่อค้าแข้งลุยเกมหนักในตำแหน่งแนวรับมาตลอดทำให้มีอาการเดี้ยง และพลาดเกมรับใช้ชาติอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต โดยเฉพาะรายการ "เอเชี่ยนคัพ" 2015 ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่ง "คูชิดะ" อยู่ในชุดแชมป์เก่าซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัยเพียง 26 ปี แต่พลาดโอกาสติดทีมไปป้องกันแชมป์เพราะอาการเดี้ยง

 ในช่วงขวบปีที่ "ยูเนี่ยน เบอร์ลิน" นักเตะญี่ปุ่นมีโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงแค่ 2 นัด เนื่องจากฟิตไม่พอและมีอาการเดี้ยงบริเวณต้นขาหลัง จนที่สุดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2018 "คาชิม่า แอนท์เลอร์" สโมสรเก่าขอเข้ามาชุบชีวิต ซื้อตัว "อูชิดะ" กลับไปค้าแข้งบ้านเกิด ด้วยราคา 180,000 ปอนด์

 การกลับมาค้าแข้งในบ้านเกิด "อูชิดะ"ที่เจออาการเดี้ยงเรื้อรัง ทำให้เล่นได้ไม่เต็มที่ 

 ในที่สุด "อากิระ นิชิโนะ" กุนซือใหญ่ทีมชาติญี่ปุ่นในชุดฟุตบอลโลก 2018 ไม่เรียก "คูชิดะ" เข้าสู่ทีม จบ Stats ทีมชาติญี่ปุ่นที่ 94 นัด กับ 2 ประตู

 วัย 30 เป็นไปได้ด้วยประสบการณ์แต่ในช่วง 2 ปีหลัง อาการเดี้ยงที่รุมเร้ากลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการลงสนาม แม้ใจจะสู้แค่ไหน แต่ร่างกายก็ไม่ไหว

 สุดท้าย "อัตซูโต อูชิดะ" หมดทางที่จะฝืน ประกาศอำลาแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ

 ทิ้งตำนานหนึ่งนักเตะที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นและเอเชีย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *